รพงษ์-กิตติรัตน์ กระทุ้งแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยนโยบาย หวังผลกระตุ้นเศรษฐกิจไทยปีนี้โตเกิน 4% ระบุดอกเบี้ยแท้จริงติดลบไม่ใช่ปัญหา เหตุการออมยังมากกว่าการลงทุน ขณะที่ภาคธุรกิจแห่สวอปหนี้ในรูปเงินบาทเป็นดอลลาร์รับต้นทุนดอกเบี้ย ถูกกว่า ฉุดเงินบาทแข็งค่า
จวก ธปท.เข้าแทรกแซงทำขาดทุนพุ่ง ขณะที่ ประสาร ย้ำเงินเฟ้อยังเสี่ยงสูง โยนคณะกรรมการนโยบายการเงินชี้ขาดดอกเบี้ยที่เหมาะสม
นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่า 4% ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพราะในเวลานี้ไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแต่อย่างใด เนื่องจากเงินเฟ้อมีแนวโน้มว่าจะอยู่ระดับต่ำ ขณะที่ดอกเบี้ยแท้จริงแม้จะติดลบบ้าง แต่ไม่ใช่ปัญหาเพราะตัวเลขการออมยังคงสูงกว่าการลงทุน
ดอกเบี้ยที่เหมาะสมในเวลานี้ ถ้ายิ่งต่ำก็ยิ่งดี เพราะ S (Saving) ใหญ่กว่า I (Investment) และดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลอยู่ ส่วนคนมีรายได้ในรูปของดอกเบี้ย ก็มีอยู่เพียง 5 หมื่นบัญชีเท่านั้น ที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท ขณะที่เรื่องเงินเฟ้อก็มีแนวโน้มว่าจะลดลง เพราะเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปยังย่ำแย่อยู่ ทำให้ความต้องการใช้พลังงานลดลงตามไปด้วย จึงไม่เห็นความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยแต่อย่างใด นายวีรพงษ์กล่าว
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กำหนดประชุมดอกเบี้ยครั้งที่ 7 ของปีนี้ในวันที่ 19 ต.ค.2554 ซึ่งการประชุมเมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 3.5%
ขณะที่ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ประกาศลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้จาก 4.5% เหลือ 4% เนื่องจากผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
แห่ทำสวอปดันบาทแข็ง
นายวีรพงษ์ กล่าวด้วยว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ภาคธุรกิจโยก (สวอป) หนี้เงินกู้ในรูปของเงินบาทเป็นหนี้เงินกู้ในรูปของดอลลาร์กันมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า โดยดอกเบี้ยกู้ยืมในรูปดอลลาร์ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% ขณะที่ดอกเบี้ยกู้ยืมในรูปเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 6% เศษ จึงส่งผลให้ค่าเงินบาทช่วงที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้น
การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยปราบเงินเฟ้อเลย เพราะเศรษฐกิจไม่ได้เติบโตร้อนแรง และการขึ้นดอกเบี้ยยังจะยิ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนและทำให้เงินเฟ้อสูงมากยิ่ง ขึ้น ทั้งยังทำให้เงินทุนในรูปของดอลลาร์ไหลเข้ามา ซึ่งตอนนี้ภาคเอกชนหลายแห่งก็เริ่มสวอปหนี้ในรูปเงินบาทมาเป็นดอลลาร์ เพราะดอกเบี้ยถูก ทำให้เงินดอลลาร์ไหลเข้ามา เงินบาทเลยแข็งขึ้น เมื่อบาทแข็งขึ้นแบงก์ชาติก็เข้าไปแทรกแซง ซึ่งก็ทำให้ตัวเองเจ็บเอง นายวีรพงษ์ระบุ
มองเศรษฐกิจโลกซึมยาว 5 ปี นายวีรพงษ์ ซึ่งบรรยายพิเศษในหัวข้อ อนาคตเศรษฐกิจไทย ซึ่งจัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยว่า เท่าที่ประเมินเศรษฐกิจโลกในระยะ 5 ปีข้างหน้า เชื่อว่าทั้งสหรัฐและยุโรปจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างเด็ดขาด จึงมีผลต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจโลกคงไม่ชะลอตัวลงมากนัก เพราะยังมีกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มบริค (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) มาเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไม่ให้ชะลอลงมากนัก ขณะที่ประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ด้วย เพราะมีฐานที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ดีใกล้เคียงกับประเทศเหล่านี้ ใน 5-10 ปีข้างหน้า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในประเทศที่ใกล้กับไทยมากขึ้น ซึ่งค่าขนส่งจะมีความสำคัญ เพราะราคาน้ำมันยังสูงอยู่ ภาพที่เห็น คือ ประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจตรงนี้ ทั้งในรูปของภาคเศรษฐกิจแท้จริงและภาคการเงิน นายวีรพงษ์กล่าว นอกจากนี้ ถ้าดูในส่วนของเศรษฐกิจไทยเองนั้น เชื่อว่าจากนี้ไปอีก 5 ปีข้างหน้าก็ไม่น่ามีปัญหาเรื่องเสถียรภาพ เพราะถ้าดูตัวเลขดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดจะเห็นว่าเกินดุลมาต่อเนื่อง ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศก็อยู่ระดับสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์
หนุนใช้ทุนสำรองคืนหนี้นอก สำหรับในส่วนของทุนสำรองระหว่างประเทศนั้น นายวีรพงษ์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่ค่อนข้างมาก ขณะที่รัฐวิสาหกิจและรัฐบาลมีหนี้ต่างประเทศในรูปของสกุลดอลลาร์ที่สูง คิดเป็นมูลค่ารวมน่าจะอยู่ประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ ดังนั้นประเทศไทยก็น่าจะนำเงินทุนสำรองฯ ตรงนี้ไปชำระคืนหนี้ต่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร หากเราตั้งกองทุนความมั่งคั่งได้ (SWF) โดยให้รัฐบาลเป็นเจ้าของกองทุน กระทรวงการคลังออกพันธบัตรขายให้แบงก์ชาติ ส่วนแบงก์ชาติจะขายต่อให้คนอื่นหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของแบงก์ชาติไป ส่วนรัฐก็เอาเงินที่ได้ไปคืนหนี้ต่างประเทศ ซึ่งก็ไม่เห็นว่าจะมีความเสี่ยงตรงไหน และเท่าที่ผมคำนวณดูก็น่าจะตั้งได้ถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ เพียงแต่ต้องใช้วิธีทยอยเพิ่มเงิน ส่วนกรณีถ้าแบงก์ชาติต้องการใช้เงินจริงๆ ก็ยังมีทุนสำรองเหลืออีกตั้ง 1 แสนล้านดอลลาร์ นายวีรพงษ์ ระบุ
นายวีรพงษ์ยังพูดถึง หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (เอฟไอดีเอฟ) ที่เหลืออยู่ 1.1 ล้านล้านบาทด้วยว่า หนี้ส่วนนี้ควรต้องโอนกลับไปที่ ธปท. เพราะถือเป็นหนี้ที่ ธปท.ก่อขึ้น โดยการโอนสามารถทำได้ ผ่านทางการแก้กฎหมายโอนพันธบัตรที่อยู่ในรูปของกระทรวงการคลังเป็นพันธบัตร ของ ธปท.ซึ่งตรงนี้ก็ไม่กระทบต่อผู้ลงทุนด้วย
กิตติรัตน์ ค้านขึ้นดอกเบี้ย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาหัวข้อ อนาคตเศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า ธปท.ไม่ควรขึ้นดอกเบี้ยเพื่อมาดูแลอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น แต่ตนไม่สามารถคุยกับ ธปท.ได้เพราะไม่มีอำนาจพอที่จะชี้แจงกับ ธปท.
สำหรับนโยบายของรัฐบาลนั้น นายกิตติรัตน์ ระบุว่า นโยบายการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ จำนำราคาข้าวเปลือก หรือลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ได้เป็นนโยบายเอาใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นนโยบายรัฐบาลเพื่อเปลี่ยนสมดุลของประเทศ
ที่ผ่านมาคนไทยมีรายได้น้อยทำให้ขาดโอกาสบริโภคในระดับเพียงพอจะทำ ให้เศรษฐกิจรวมขยายตัว แม้การส่งออกไทยขยายตัวต่อเนื่อง แต่การบริโภคภายในประเทศต่ำเนื่องจากการกระจายรายได้ไม่ดี และรัฐบาลจึงมองประชาชน 10 ล้านคน ในเมืองที่มีรายได้ขั้นต่ำ 215 บาท ว่ามีรายได้เพียงพอหรือไม่ รวมทั้งชาวนา 4 ล้านครัวเรือนขายข้าวแล้วได้กำไรหรือไม่
ประสาร ยันเงินเฟ้อยังเสี่ยง
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ความเสี่ยงจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ยังคงมีอยู่ในขณะนี้ แต่ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจต่างประเทศ มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ กนง. จะต้องพิจารณาถึงความสมดุล
เรื่องเงินเฟ้อยังเป็นปัญหา ยังเป็นแรงกดดันอยู่ตอนนี้ เพราะการคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภคยังสูงอยู่ แต่ความเสี่ยงด้านต่างประเทศ ก็เพิ่มขึ้น ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม ว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ กนง.ต้องดูว่าความพอดี จะอยู่ตรงไหน
เขากล่าวว่า จากการติดตามข้อมูลของ ธปท. ยังพบว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ยังอยู่ในระดับที่สูง ซึ่งอาจจะมีผลต่อการตั้งราคาสินค้า และต้นทุนของการผลิตให้สูงได้
อัตรานโยบายดอกเบี้ยที่แท้จริง ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในระดับศูนย์ หรือเป็นบวก เพียงแต่หากอยู่ในระดับที่ติดลบมากๆ นานเกินไป จะทำให้เศรษฐกิจขาดความสมดุลได้ ดังนั้นจึงเป็นการตัดสินใจของ กนง.ที่จะดูว่าความสมดุลของเศรษฐกิจ ว่าจะอยู่ในจุดใด นายประสาร กล่าว
นายประสาร ยืนยันว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ กนง.ที่ผ่านมา เป็นการทำเพื่อป้องกันไม่ให้ดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น และไม่ได้จะใช้ดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดันของเงินเฟ้อจากด้านอุปทานเพียงอย่าง เดียว โดยแรงกดดันของเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จะมาจาก 3 ทาง คือ อุปทาน เช่น เรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีแรงกดดันจากด้านอุปสงค์ ทั้งการบริโภคในประเทศ ที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอุปสงค์จากต่างประเทศ ที่มาจากการส่งออก ขณะที่ด้านสุดท้าย เป็นแรงกดดันเงินเฟ้อ ที่มาจากคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต
1 ม.ค.ขึ้นค่าแรง 300 บาท
นายกิตติรัตน์ ยังกล่าวถึงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ด้วยว่าเป็นรายได้ที่สมศักดิ์ศรีของแรงงาน ซึ่งวันที่ 1 ม.ค.2555 รัฐบาลจะดำเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้ แต่อาจไม่พร้อมกันทั่วประเทศ เนื่องจากมีผู้ประกอบการที่ไม่พร้อมในระยะสั้น โดยรัฐบาลจะเริ่มจากการจ้างงานในภาครัฐและการจ้างของภาครัฐทางอ้อม เช่น แม่บ้าน และเริ่มที่การจ้างงานของผู้ประกอบการรายใหญ่
ส่วนเอสเอ็มอีที่มีปัญหาจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ ซึ่งนักธุรกิจบางส่วนขอเวลา 4 ปี แต่ถ้าให้เวลาปรับตัวแล้วเมื่อถึงปีที่ 3 จะบอกว่าไม่พร้อมอีกจึงควรให้ทุกคนพร้อมตั้งแต่วันนี้
นอกจากนี้ ธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้นไม่ควรขยายกิจการในไทย โดยจะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อส่งเสริมให้กิจการที่ใช้แรงงานมากออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีกว่าตั้งโรงงานในไทยแล้วดึงแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน โดยที่ผ่านมาบีโอไอส่งเสริมต่างประเทศเข้ามาลงทุนสร้างงานในไทยมากจนต้องใช้ แรงงานต่างด้าว
ป้องกันทุจริตให้น้อยที่สุด
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์ ยังพูดถึงนโยบายจำนำข้าวว่า รัฐบาลได้วิเคราะห์ต้นทุนการปลูกข้าวและกำหนดราคาข้าวที่เหมาะสมกับ ศักดิ์ศรีชาวนา ซึ่งนักวิชาการบอกให้ปล่อยราคาข้าวเป็นไปตามกลไกตลาด แต่รัฐบาลจะเข้าไปดูแลดีกว่าปล่อยไปตามยถากรรม
นโยบายประกันรายได้จะกำหนดราคากลางแล้วรัฐบาลจ่ายส่วนต่างให้ชาวนา ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วใช้งบประมาณประกันราคา 2 ปี วงเงิน 125,000 ล้านบาท และเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อีก 40,000 ล้านบาท แต่ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาราคาข้าวเพิ่มขึ้นไม่มากเมื่อเทียบกับข้าวสาลีและข้าวโพด
นายกิตติรัตน์ กล่าวด้วยว่า นโยบายประกันราคาข้าวของรัฐบาลชุดที่แล้วมีช่องทางการทุจริต หากมีการลงทะเบียนพื้นที่ปลูกข้าวมากกว่าพื้นที่ปลูกจริง ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ลงทะเบียนดังกล่าวมีความสุข หากมีส่วนต่างของราคาข้าวมาก โดยขณะนี้ไทยอยู่ในสังคมที่ไม่มีใครเชื่อว่าป้องกันการทุจริตได้จริงจัง ดังนั้นถ้าจะเกิดการทุจริตก็จะทำให้น้อยที่สุด
รัฐบาลเลือกนโยบายจำนำข้าวมาใช้ไม่ได้กำหนดมาเพื่อคอร์รัปชัน เพียงแต่ต้องการให้ชาวนาได้กำไรเพราะราคาข้าวฤดูกาลที่ผ่านมาต่ำเกินไป
credit: กรุงเทพธุรกิจ หมวดข่าวเศรษฐกิจ
http://daily.bangkokbiznews.com/detail/23447